Chapter 1

“ไปสมัครงานเหมือนคนตาบอด”

 

อดีตสายลับเริ่มเล่าว่า

     ย่าน่ะมีเชื้อสายมาจากคนจีนสิงคโปร์ นั่งเรือมาจากปีนัง บ้านอยู่สีลม คนสมัยนั้นก็เรียกกันว่า บ่าบ๋า ส่วนปู่เป็นคนไทย บ้านอยู่สุรวงศ์ ตอนนั้นปู่ไปขอย่าจากยายทวด ปรากฏยายทวดไม่ให้ ........ แต่สุดท้ายก็ได้แต่งงานกัน **( เรื่องราวอยู่ในภาคผนวก ) มีลูกๆทั้งหมด 12 คน ซึ่งยังไม่รวม ญาติฝั่งที่เป็นน้องสาวปู่ 
พ่อของผมเป็นลูกชายคนสุดท้องคนที่ 12

 
     ผมถามพ่อว่า “ปู่ทำงานอะไรล่ะ” “ปู่เป็นพ่อค้า” “แล้วปู่ขายอะไร” “ขายทุกอย่าง” “ขายอะไร” “ขายทุกอย่าง” “โอ้ยย...ขายอะไรครับ” “ขายทุกอย่างจริงๆ 
ไม้จิ้มฟันยันเครื่องบิน พ่อยังเคยเห็นแบบเครื่องบินเลย , สมัยสงครามปู่ขายเรือรบด้วยนะ”........... ลูกชายคนเล็ก ซึ่งมีพี่พี่11คน ได้รับความอบอุ่นครื้นเครงจนจะตั้งทีมฟุตบอลได้แล้ว แต่ติดตรงที่ว่า มีพี่ชายกับพี่สาวอย่างละครึ่ง 


     อดีตสายลับได้เข้ารับการศึกษา คณะนิติศาสตร์ สถาบันริมน้ำย่านท่าพระจันทร์ พร้อมความคาดหวังจากคนรอบข้าง ซึ่งเรียนจบมาอาชีพก็คงไม่พ้น ผู้พิพากษา หรือทนายความโก้ๆ โดยเฉพาะ ปู่ที่อยากให้จบมาทำงานเป็นทนายความ 


     ผมจึงถามว่า แล้วตอนเรียน พ่ออยากจบมาทำงานอะไร ? อดีตสายลับตอบว่า “อยากเป็นอย่างลูกสองคนน่ะแหละ ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ความเงียบครอบคลุมตัวผมไป 5 วินาที แล้วถูกทดแทนด้วยเสียงของอดีตสายลับ ว่า “ตอนนั้นงานน่ะมันหายากถ้าเลือกที่จะทำน่ะนะ แต่ถ้าจะแบกหาม รดน้ำต้นไม้ล่ะก็ มีให้ทำอย่างเร็วเลย" 


     อดีตสายลับเล่าต่อว่า จบมาพ่อก็เดินเตะฝุ่นอยู่นานหลายปี เตะมันจนฝุ่นกระจายแม่ค้าด่ากันขรม ก็ยังไม่มีอะไรทำ ยังดีที่มีพี่ๆเยอะ จนพี่เขยซึ่งรับราชการทหาร ได้มาแอบบอกพี่สาวพ่อ ว่าตอนนี้ทางการ ได้รับสมัครงานลับ บอกเป็นนัยๆ ว่า งานหาข่าวในประเทศลาว ซึ่งในตอนนั้น ประเทศในแถบเอเชียอาคเนย์ มีปัญหาเรื่อง คอมมิวนิสต์ อย่างกว้างขวาง เช่น คอมมิวนิสต์เวียตนาม,คอมมิวนิสต์ขเมร,โจรจีนคอมมิวนิสต์ และ คอมมิวนิสต์ในลาว พอได้รับข่าวเปิดรับสมัครงาน จึงตัดสินใจไปสมัคร แต่ในตอนนั้น ปู่ได้วางแผนให้พ่อเรียนเนติต่อ เพื่อที่จะได้เป็นทนาย แต่ด้วยการตัดสินใจที่อยากหลีกเลี่ยงงานด้านกฏหมาย พร้อมกับความหนุ่มแน่นมุ่งมั่น จึงลองไปสมัครงานตามคำบอกเล่าของพี่เขยดู ผมถามพ่อว่า “แล้วปู่เห็นด้วยเหรอ” “ตอนไปสมัครปู่ไม่อยู่ ปู่ไปหานายห้างที่โอซาก้ากับย่า พ่อแอบไป” การตัดสินใจไปสมัครครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้น ของชีวิตสายลับต่อเนื่องไปอีก 30 ปี
ด้วยความคิดที่ติดใจมาจากนวนิยายต่างๆ ว่าการเข้าไปสมัครงานเป็นสายลับต้องมีการนัดเจอ พูดคุย หรือบททดสอบที่ยากเย็น ลึกล้ำ ตื่นเต้น ในตอนไปสมัคร จึงถามว่า เค้าให้ไปที่ใหน ให้เตรียมอะไรบ้าง


     คำตอบก็เหลือเชื่ออยู่ คือ "เหมือนไปกรอกใบสมัครงานน่ะแหละ ไปแต่ตัวกับกระเป๋าสตางค์ ปากกาก็ยืมคนอื่นได้ ตื่นเช้ามา พ่อก็นั่ง Taxi ไปเลย รวย นัดสัมภาษณ์กันที่วังปารุสตอน8โมง ก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไรนะ อากาศเย็นสบายหน้าหนาว ในใจคือคิดว่า มึงเอากูแน่ๆ เพราะพี่เขยกูมาบอกเองให้ไปสมัคร"

     ถึงตอนกรอกใบสมัคร ในใบก็ไม่ได้บอกอะไรเลย ทำงานอะไรก็ไม่บอก พอตอนสัมภาษณ์ มีคนมานั่งสองคน สีหน้าปรกติ แล้วก็เริ่มถามเนิบๆว่า “กินง่ายมั๊ย ต้องกินได้หมดนะ แค่กินคนไม่ได้ ต้องไปฝึกก่อนนะ ไปฝึกในป่า อยู่ต่างจังหวัดนานๆ ได้รึป่าว” “ได้ครับ” ถามแค่นี้แล้วบอก พอละ นัดวันขึ้นรถ เจอกันตี 5 หน้ากระทรวงศึกษาเพื่อไปฝึก เอาเสื้อไปชุดเดียว ที่เหลือมีให้เปลี่ยนที่นู่น กลับบ้านไปเตรียมตัวแล้วเจอกัน... ไปฝึกอะไรก็ไม่บอก จะให้ทำงานอะไรก็ไม่รู้ ตอนไปสมัครก็ไม่รู้อะไรสักอย่าง มันก็เหมือนคนตาบอดไปสมัครน่ะแหละ นั่งรถไปใหนก็ไม่รู้ 

     ก็ไม่มีอะไรมาก วันนัด ขึ้นรถ ตี 5 หน้ากระทรวง พ่อก็ขึ้นไปนั่งข้างผู้ชายคนนึง คุยกัน มันก็บอกว่าไม่รู้อะไรเลยเหมือนกัน แต่ดูท่าทางจะหนัก ไอ้นี่มันชื่อ “ไกรสี” เอ๊ะ แต่ไม่ใช่ชื่อจริงของมันนะ พ่อเรียก ไกรสีจนติดปาก มันเป็น Code name ที่ครูฝึกตั้งทีหลัง 

“เอ้า แล้วแบบนี้พ่อมี Code name ด้วยรึเปล่า” มีมี Code name ของพ่อคือ.......